CAT datacom News & promotion

ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับ CAT datacom

เมื่อ “AI” ถูกใช้เพื่อต่อกรกับการแพร่ระบาดของ “ไวรัสโคโรน่า”

07.02.2020

ถึงแม้ว่า Artificial intelligence (AI) ไม่ใช่เครื่องมือที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคหรือนำมาทำงานแทนนักระบาดวิทยา แต่ปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้ถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยติดตามการแพร่กระจายและเฝ้าระวังไวรัสที่กำลังระบาดไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก อย่างไวรัสโคโรน่าที่กำลังสะเทือนขวัญไปทั่วโลก


ก่อนหน้านี้ AI ยังไม่ได้มีบทบาทในการนำมาใช้ติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสเพราะยังขาดข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ จนกระทั่งเมื่อโซเชียลมีเดียถูกใช้งานมากขึ้น มีการโพสต์หรือพูดถึงการแพร่กระจายตัวของไวรัสชนิดนี้แบบ“real-time” วินาทีต่อวินาที ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นตัวช่วยให้ AI สามารถนำมาวิเคราะห์ผ่านระบบอัลกอริทึมและเฝ้าดูได้เลยว่าตอนนี้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง


 สำหรับไวรัสโคโรน่านั้นรู้จักกันในชื่อว่า 2019-nCov, เป็นสายพันธ์ที่ใกล้เคียงกับ SARS เมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ตอนนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คน แต่สำหรับไวรัสโคโรน่าที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ทางการจีนแถลงถึงผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าพุ่งขึ้นเป็น 24,324 ราย และเสียชีวิตกว่า 490 รายแล้ว และเรายังไม่รู้ว่ามันจะแพร่กระจายต่อไปอีกไกลแค่ไหน และจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตคนอีกมากขนาดไหน

 

และวันที่ 9 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา, WHO (World Health Organization) ได้ประกาศว่ามีการแพร่ระบาดของไข้หวัดในประเทศจีน เป็นเคสของอาการปอดบวมที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามาจากการสัมผัสสัตว์ในตลาด Huanan Seafood Market โดยสามวันก่อนหน้านั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงการระบาดของโรคนี้เช่นเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Bluedot ของ Canada ได้ออกมาเตือนเมื่อปลายปีที่แล้ว


BlueDot รู้ก่อน...เตือนก่อน

การทำงานของ BlueDot นั้น ได้ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อคอยติดตามรายงานข่าวจากพื้นที่ต่างๆ จากเครือข่ายของการขนส่งสัตว์และพืช และจะประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นอันตราย ที่เมืองอู่ฮั่น ที่ประเทศจีน ซึ่งการประกาศดังกล่าว ทำให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ทราบในเบื้องต้นก็ตาม

 

Kamran Khan CEO ผู้ก่อตั้ง BlueDot ได้กล่าวไว้ว่า Bluedot ได้รวบรวมข้อมูลของข่าวต่างๆ ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดโรคระบาด เริ่มจากการแชร์โพสต์บนกระดานข่าว  บล็อก และผ่านทางบทความออนไลน์ถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่อัลกอริทึมในการติดตามไวรัสครั้งนี้ไม่ได้ใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเพราะข้อมูลเยอะมากเกินไป แต่ได้ใช้ข้อมูลจากการซื้อตั๋วของสายการบินต่างๆ เพื่อคาดการณ์การแพร่กระจายของโรคระบาดจากผู้ป่วยที่เดินทางไปยังที่ต่างๆของโลก

 

ก่อนหน้านี้ Khan เคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลโตรอนโต ในช่วงการระบาดของโรค SARS ในปี 2003 เขามีความคิดว่าอยากหาวิธีติดตามไวรัสเหล่านี้ จึงได้ทดลองโปรแกรมคาดการณ์ต่างๆ จนในที่สุดก็ได้เปิดตัว Bluedot เมื่อปี 2014 และได้รับเงินลงทุนกว่า 9.4 ล้านเหรียญ มีพนักงานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และโปรแกรมเมอร์กว่า 40 คน เพื่อช่วยกันสร้างโปรแกรมวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรค โดยใช้เทคนิค NLP (Natural Language Processing - ประมวลผลภาษาธรรมชาติ) และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์รายงานข่าวกว่า 65 ภาษา พร้อมกับข้อมูลของสายการบินและรายงานการระบาดของโรคจากสัตว์

 

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ออกมาแล้ว นักระบาดวิทยาก็จะนำมาเช็คว่าข้อมูลดังกล่าวว่ามีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน  การสรุปของระบบนั้นใช้ได้หรือไม่ หลังจากนั้นได้ทำการรายงานผลไปยังรัฐบาล  หน่วยงานภาคธุรกิจ  สารธารณะสุข สายการบิน ในหลาย ๆ ประเทศ (รวมทั้งในอเมริกาและแคนาดา) 

 

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ BlueDot ยังไม่ได้ขายข้อมูลให้กับบุคคลทั่วไป แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต"

 

 

 

Healthmap วิเคราะห์ด้วย AI...เก็บข้อมูลทุกอย่างด้วย Machine Learning

 

การนำ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการแพร่ระบาดของไวรัส ไม่ได้มีแค่ BlueDot เจ้าเดียว เว็บไซต์สาธารณะอย่าง healthmap.org ที่คอยเฝ้าระวังการแพร่กระจายของโรคระบาดก็นำ AI มาใช้ด้วย

 

 John Brownstein นักระบาดวิทยาคอมพิวเตอร์ของ Boston Children’s Hospital ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้บอกว่าพวกเขาใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานของรัฐบาล โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ข่าว และแหล่งข่าวอื่นๆ รวมกัน และใช้ Machine Learning เพื่อเก็บข้อมูลทุกอย่าง ทั้งแยกและจัดหมวดหมู่ และคัดกรอง หลังจากนั้นข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งต่อไปยังผู้ร่วมงานของเราที่ WHO ที่คอยดูข้อมูลเหล่านี้ตลอดทั้งวันและคอยพิจารณาถึงข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นว่าสำคัญจริงหรือไม่

 

 “เทคโนโลยีตรงนี้ได้พัฒนามาไกลมากแล้ว ช่วงที่เกิดการระบาดของ SARS ไม่มีข้อมูลที่มากขนาดนั้นออกมาจากที่จีน แต่ตอนนี้เราสามารถเก็บข้อมูลจากข่าวและโซเชียลมีเดียได้ตลอดเวลา”

 

แต่อย่างไรก็ตาม John Brownstein ก็เน้นย้ำเช่นกันว่า AI ของเขานั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนมนุษย์ AI ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนมนุษย์  เพียงแต่เป็นตัวช่วยสนับสนุนการกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง  และแม่นยำ  เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 


 

AI เป็นแค่เครื่องมือในการเฝ้าระวัง แต่การป้องกันและหยุดการแพร่กระจายยังอยู่ที่มนุษย์

 

เครื่องมือที่ใช้ AI เพื่อการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่ถูกใช้มานานกว่าสิบปีแล้ว เพียงแต่ว่าครั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาของ Machine Learning ควบรวมกับข้อมูลจำนวนมหาศาลนั้นกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นมากกว่าแค่การเฝ้าระวัง แต่ยังสามารถช่วยผู้เชี่ยวชาญคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าไวรัสชนิดนี้จะขยายไปเร็วและกว้างแค่ไหน และกลุ่มประชากรกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

 

ไม่มีทางรู้หรอกว่า BlueDot หรือ HealthMap.org จะประสบความสำเร็จมากขนาดไหน แต่ว่าหลายฝ่ายมองว่าอย่างน้อยๆ ประเทศจีนเองก็ไม่ได้ปกปิดข้อมูลเป็นเวลาหลายเดือนเหมือนตอนเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรค SARS ถึงแม้ว่าตัวเลขที่รายงานอาจจะดูน้อยกว่าความน่าจะเป็นก็ตาม และความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อนั้นจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักเดินทางชาวจีนที่มีสัญญาณการติดเชื้อกระจายไปทั่วโลก ซึ่งในอนาคตก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่

 

วิธีการที่จะหยุดการแพร่กระจายของโรคระบาดครั้งนี้ได้คือ หน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลในแต่ละประเทศ (โดยเฉพาะในประเทศจีน) ต้องเปิดเผยข้อมูลและบอกความจริงแก่สาธารณะโดยเร็วที่สุด และในระหว่างนี้เอง  AI จะคอยเฝ้ารายงานและคอยแจ้งข้อมูลให้แก่นักระบาดวิทยาเพื่อหยุดการกระจายไวรัสครั้งนี้

 

========

อ้างอิง

https://bit.ly/2ShpfyU

https://bit.ly/2RTe0xD

https://bit.ly/2tshPk8

https://bit.ly/31l1B8K

 

 

 

   โดย โสภณ สุขมั่งมี คอลัมนิสต์และนักเขียน ผลงานหนังสือของเด็กโข่ง เรื่อง เดอะ เนิร์ด ออฟ ไมโครซอฟต์ (The Nerd of Microsoft)